มีน้องคนหนึ่งไม่ได้บอกชื่อ...ส่งสมการมาให้ช่วยแก้ ลองมาดูกันนะครับ
สมการที่ให้มาคือ 3n + 1/5 = 7/5 - y/4
ถ้ามีค่า n จะได้
3n + 1/5 = 7/5 - y/4
3n = 7/5 - 1/5 - y/4
3n = 6/5 - y/4
n = (1/3)(6/5 - y/4)
n = 2/5 - y/12
ถ้ามีค่า y จะได้
3n + 1/5 = 7/5 - y/4
y/4 = 7/5 - 1/5 - 3n
y/4 = 6/5 - 3n
y = 4(6/5 - 3n)
y = 24/5 - 12n
ขออภัยครับที่ตอบให้ช้า...
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมการ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมการ แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562
ตอบคำถามคณิตศาสตร์
(2x - 21) +5x=?
จากที่โจทย์ที่ให้มา เราสามารถเอาวงเล็บออกได้ แล้วจึงทำการรวมพจน์ที่เหมือนกัน
(2x -21) + 5x = 2x - 21 + 5x = 7x - 21
3x : 7 = (x - 5 ) : 4 คิดยังไงคะ
จากที่โจทย์ที่ให้มา เป็นสมการในรูปอัตรส่วนวิธีการแก้ เราใช้หลักง่ายคือ
เอาตัวไกลคูณตัวไกล ( 3x กับ 4) เท่ากับ ตัวใกล้คูณกับตัวใกล้ (7 กับ x-5) จะได้
12x = 7(x -5)
12x = 7x -35
12x - 7x = -35
5x = -35
x = -35 / 5
x = -7
จากที่โจทย์ที่ให้มา เราสามารถเอาวงเล็บออกได้ แล้วจึงทำการรวมพจน์ที่เหมือนกัน
(2x -21) + 5x = 2x - 21 + 5x = 7x - 21
3x : 7 = (x - 5 ) : 4 คิดยังไงคะ
จากที่โจทย์ที่ให้มา เป็นสมการในรูปอัตรส่วนวิธีการแก้ เราใช้หลักง่ายคือ
เอาตัวไกลคูณตัวไกล ( 3x กับ 4) เท่ากับ ตัวใกล้คูณกับตัวใกล้ (7 กับ x-5) จะได้
12x = 7(x -5)
12x = 7x -35
12x - 7x = -35
5x = -35
x = -35 / 5
x = -7
วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2562
ตอบคำถาม-คุณ KJ PD8
KJ PD8 ธันวาคม 2560 06:25
โรงเรียนแห่งหนึ่งมีนักเรียนชาย 2/5 ของนักเรียนทั้งหมด ถ้าจำนวนนักเรียนหญิงมากกว่านักเรียนชายอยู่ 480 คน โรงเรียนนี้มีนักเรียนทั้งหมดกี่คน ข้อนี้ละครับ
ให้โรงเรียนมีนักเรียนทั้งหมด m คน
มีนักเรียนชาย (2/5)m คน
มีนักเรียนหญิง m -(2/5)m = (3/5)m คน
จำนวนนักเรียนหญิงมากกว่านักเรียนชาย (3/5)m - (2/5)m = (1/5)m คน
จะได้สมการ
(1/5)m = 480
m = 480x5
m = 2400 คน
ตรวจสอบ
มีนักเรียนชาย (2/5)m = (2/5)x2400 = 960 คน
มีนักเรียนหญิง (3/5)m = (3/5)x2400 = 1440 คน
ขอบคุณมากครับ
โรงเรียนแห่งหนึ่งมีนักเรียนชาย 2/5 ของนักเรียนทั้งหมด ถ้าจำนวนนักเรียนหญิงมากกว่านักเรียนชายอยู่ 480 คน โรงเรียนนี้มีนักเรียนทั้งหมดกี่คน ข้อนี้ละครับ
ให้โรงเรียนมีนักเรียนทั้งหมด m คน
มีนักเรียนชาย (2/5)m คน
มีนักเรียนหญิง m -(2/5)m = (3/5)m คน
จำนวนนักเรียนหญิงมากกว่านักเรียนชาย (3/5)m - (2/5)m = (1/5)m คน
จะได้สมการ
(1/5)m = 480
m = 480x5
m = 2400 คน
ตรวจสอบ
มีนักเรียนชาย (2/5)m = (2/5)x2400 = 960 คน
มีนักเรียนหญิง (3/5)m = (3/5)x2400 = 1440 คน
ขอบคุณมากครับ
ตอบคำถาม-คุณ Kai zapp10
Kai zapp10 พฤศจิกายน 2559 04:02
ครูมีดินสอ ข โหล แจกให้นักเรียน 60 คน คนละสองแท่ง ดินสอหมดพอดี จงเขียนเป็นสมการ
แนวคิด จำนวนดินสอที่ครูมี = จำนวนดินสอที่นักเรียนได้
ครูมีดินสอ ข โหล เท่ากับ 12ข แท่ง
แจกให้นักเรียน 60 คน คนละ 2 แท่ง = 60x2 แท่ง
จะได้สมการ
12ข = 60x2
ขอบคุณที่ถามมานะครับ และต้องขออภัยที่ตอบให้ช้า
ครูมีดินสอ ข โหล แจกให้นักเรียน 60 คน คนละสองแท่ง ดินสอหมดพอดี จงเขียนเป็นสมการ
แนวคิด จำนวนดินสอที่ครูมี = จำนวนดินสอที่นักเรียนได้
ครูมีดินสอ ข โหล เท่ากับ 12ข แท่ง
แจกให้นักเรียน 60 คน คนละ 2 แท่ง = 60x2 แท่ง
จะได้สมการ
12ข = 60x2
ขอบคุณที่ถามมานะครับ และต้องขออภัยที่ตอบให้ช้า
วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556
เรื่องของสมการ-เพิ่มเติม
มีข้อสังสัยเกี่ยวกับเรื่องของสมการมาครับ จากน้องชัยวัฒน์ แสนประสิทธิ์
โดยถามมาว่า 3x + 1 = 10 ผมไม่เข้าใจสมการนี้นะครับ -1 มาจากไหนแล้วทำยังไง x ถึงได้ 3 ครับช่วยตอบที่ครับครู
ข้อตอบข้อสงสัยของน้องแบบนี้นะครับ
ประเด็นที่ 1 โจทย์สมการแบบนี้ มีเป้าหมายคือให้เราหาข้อของตัวแปร ในที่นี้คือ x ว่า x คือตัวเลขอะไรที่ทำให้สมการเป็นจริง
ประเด็นที่ 2 วิธีการหาค่าของตัวแปรหรือที่เราเรียกกันว่าการแก้สมการ เป็นขั้นตอนในการกำจัดตัวเลขต่างๆ เพื่อทำให้ตัวแปรเหลืออยู่ตัวเดียว ทางด้านซ้ายมือ โดยใช้หลักการการพื้นที่ว่า เราสามารถนำตัวเลขที่เท่ากันมาทำการบวก - ลบ - คูณ - หาร เพิ่มเข้าไปทั้ง 2 ข้างของสมการได้ แต่ห้ามใช้ 0 คูณและหาร ครับ
ตอนนี้จะขอแสดงวิธีทำให้ดูอีกครั้งครับ
3x + 1 = 10
3x + 1 -1 = 10 - 1 ___(1)
3x = 9 ___(2)
3x /3 = 9/3 ___(3)
x = 3 ___(4)
จากโจทย์ เราจะหาค่าของ x ทำให้ x อยู่ตัวเดียวด้านซ้ายของสมการ
แต่มีตัวเลขที่มาผัวพันกับ x ตัวอยู่ 2 ตัว คือ 1 ซึ่่งมาบวกอยู่ และ 3 ที่มาคูณอยู่กับ x
เรามีขั้นตอนดังนี้
1. เราต้องกำจัด +1 ออกไปก่อน โดยการ เพิ่ม -1 เข้าไปทั้ง 2 ข้างของสมการ
2. หลังจากนั้นคิดเลข ด้านซ้าย +1 จะหายไป เหลือ 3x และด้านขวา จะเหลือ 9
3. เราต้องกำจัด 3 ที่คูณอยู่หน้้า x ออกไป โดย นำ 3 มาหารทั้ง 2 ข้างของสมการ
4. คิดตัวเลข จะได้ว่า ด้านซ้ายจะ x เพียงตัวเดียวและด้านขวาจะได้ 3
และจากบรรทัดนี้ทำให้เรารู้ว่า x ที่นี้คือ 3 ที่ทำให้สมการเริ่มต้นเป็นจริง
แต่ในปัจจุบันนี้ครูส่วนใหญ่จะสอนให้นักเรียนทำวิธีหรือขั้นตอนที่สั้นลง และเด็กนักเรียนก็ใช้วิธีการแบบสั้นๆจนลืมหลักการพื้นฐานของสมการไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากครับ เพราะวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่เน้นให้เราคิดแก้เป็นปัญหาต่างๆแบบมีเหตุผล มีขั้นตอน มีระเบียบและอธิบายได้ ดังนั้นการจะทำสิ่งต่างโดยใช้วิธีการใดก็ตาม จะใช้วิธีแบบสั้นหรือแบบยาวก็ได้ แต่ต้องอธิบายและให้เหตุผลได้ว่าใช้หลักการอะไรมาแก้ไขปัญหา จึงจะถือว่าผ่าน
โดยถามมาว่า 3x + 1 = 10 ผมไม่เข้าใจสมการนี้นะครับ -1 มาจากไหนแล้วทำยังไง x ถึงได้ 3 ครับช่วยตอบที่ครับครู
ข้อตอบข้อสงสัยของน้องแบบนี้นะครับ
ประเด็นที่ 1 โจทย์สมการแบบนี้ มีเป้าหมายคือให้เราหาข้อของตัวแปร ในที่นี้คือ x ว่า x คือตัวเลขอะไรที่ทำให้สมการเป็นจริง
ประเด็นที่ 2 วิธีการหาค่าของตัวแปรหรือที่เราเรียกกันว่าการแก้สมการ เป็นขั้นตอนในการกำจัดตัวเลขต่างๆ เพื่อทำให้ตัวแปรเหลืออยู่ตัวเดียว ทางด้านซ้ายมือ โดยใช้หลักการการพื้นที่ว่า เราสามารถนำตัวเลขที่เท่ากันมาทำการบวก - ลบ - คูณ - หาร เพิ่มเข้าไปทั้ง 2 ข้างของสมการได้ แต่ห้ามใช้ 0 คูณและหาร ครับ
ตอนนี้จะขอแสดงวิธีทำให้ดูอีกครั้งครับ
3x + 1 = 10
3x + 1 -1 = 10 - 1 ___(1)
3x = 9 ___(2)
3x /3 = 9/3 ___(3)
x = 3 ___(4)
จากโจทย์ เราจะหาค่าของ x ทำให้ x อยู่ตัวเดียวด้านซ้ายของสมการ
แต่มีตัวเลขที่มาผัวพันกับ x ตัวอยู่ 2 ตัว คือ 1 ซึ่่งมาบวกอยู่ และ 3 ที่มาคูณอยู่กับ x
เรามีขั้นตอนดังนี้
1. เราต้องกำจัด +1 ออกไปก่อน โดยการ เพิ่ม -1 เข้าไปทั้ง 2 ข้างของสมการ
2. หลังจากนั้นคิดเลข ด้านซ้าย +1 จะหายไป เหลือ 3x และด้านขวา จะเหลือ 9
3. เราต้องกำจัด 3 ที่คูณอยู่หน้้า x ออกไป โดย นำ 3 มาหารทั้ง 2 ข้างของสมการ
4. คิดตัวเลข จะได้ว่า ด้านซ้ายจะ x เพียงตัวเดียวและด้านขวาจะได้ 3
และจากบรรทัดนี้ทำให้เรารู้ว่า x ที่นี้คือ 3 ที่ทำให้สมการเริ่มต้นเป็นจริง
แต่ในปัจจุบันนี้ครูส่วนใหญ่จะสอนให้นักเรียนทำวิธีหรือขั้นตอนที่สั้นลง และเด็กนักเรียนก็ใช้วิธีการแบบสั้นๆจนลืมหลักการพื้นฐานของสมการไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากครับ เพราะวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่เน้นให้เราคิดแก้เป็นปัญหาต่างๆแบบมีเหตุผล มีขั้นตอน มีระเบียบและอธิบายได้ ดังนั้นการจะทำสิ่งต่างโดยใช้วิธีการใดก็ตาม จะใช้วิธีแบบสั้นหรือแบบยาวก็ได้ แต่ต้องอธิบายและให้เหตุผลได้ว่าใช้หลักการอะไรมาแก้ไขปัญหา จึงจะถือว่าผ่าน
วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556
การตรวจคำตอบของสมการ 2
ลองมาดูการแก้สมการและวิธีการแก้สมการกันต่อ อีกตอนนะครับ
ตัวอย่างที่ 1
จะตัวอย่างนี้ เราจะพบว่า ค่า x ที่ได้จากการแก้สมการ เป็นคำตอบของสมการ เราสามารถสรุปได้ว่าสมการนี้มีคำตอบ (1 คำตอบ)
ขอแสดงภาพดังนี้
จากภาพจะเห็นว่า เป็นเส้น 2 เส้นตัดกัน(หรือพบ) กับที่ x = 1
ตัวอย่างที่ 2
จะตัวอย่างนี้ เราจะพบว่า ค่า x ที่ได้จากการแก้สมการ เป็นไม่คำตอบของสมการ เมื่อนำไปตรวจคำตอบ เราสามารถสรุปได้ว่าสมการนี้ไม่มีคำตอบ
ขอแสดงภาพดังนี้
จากภาพจะเห็นว่า เป็นเส้น2 เส้นที่ไม่ตัดกัน (หรือไม่พบ) ที่ x ใด
สรุป การตรวจคำตอบคำ ทำให้เราทราบว่า
1. คำตอบที่เราได้มาอาจจะผิดได้ เพราะแก้สมการผิดเอง
2. คำตอบที่เราได้มา ถึงแม้จะทำถูก ก็อาจะจะไม่ใช่คำตอบของสมการ
3. สมการบางลักษณะอาจมีคำตอบ
4. สมการบางลักษณะอาจไม่มีคำตอบ
ตัวอย่างที่ 1
จะตัวอย่างนี้ เราจะพบว่า ค่า x ที่ได้จากการแก้สมการ เป็นคำตอบของสมการ เราสามารถสรุปได้ว่าสมการนี้มีคำตอบ (1 คำตอบ)
ขอแสดงภาพดังนี้
จากภาพจะเห็นว่า เป็นเส้น 2 เส้นตัดกัน(หรือพบ) กับที่ x = 1
ตัวอย่างที่ 2
จะตัวอย่างนี้ เราจะพบว่า ค่า x ที่ได้จากการแก้สมการ เป็นไม่คำตอบของสมการ เมื่อนำไปตรวจคำตอบ เราสามารถสรุปได้ว่าสมการนี้ไม่มีคำตอบ
ขอแสดงภาพดังนี้
จากภาพจะเห็นว่า เป็นเส้น2 เส้นที่ไม่ตัดกัน (หรือไม่พบ) ที่ x ใด
สรุป การตรวจคำตอบคำ ทำให้เราทราบว่า
1. คำตอบที่เราได้มาอาจจะผิดได้ เพราะแก้สมการผิดเอง
2. คำตอบที่เราได้มา ถึงแม้จะทำถูก ก็อาจะจะไม่ใช่คำตอบของสมการ
3. สมการบางลักษณะอาจมีคำตอบ
4. สมการบางลักษณะอาจไม่มีคำตอบ
วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2556
การตรวจคำตอบของสมการ
เนื่องจากมีผู้อ่านคนหนึ่งได้ถามมาว่า การตรวจคำตอบของสมการนั้นทำอย่างไร ผมเลยขออธิบายเรื่องในเบื้องต้น ดังนี้ครับ
ขั้นที่ 1 มาทำความเข้าใจกับความหมายของคำว่า คำตอบของสมการ กันก่อน
คำตอบของสมการ คือ ตัวเลขที่สอดคล้องกับสมการ หรือ ทำให้สมการนั้นเป็นจริง
เช่น กำหนดให้ x + 3 = 8
ถ้าลองให้ x = 1 จะได้ 1 + 3 = 4 ไม่เท่ากับ 8
ดังนั้น x = 1 ทำให้สมการเป็นเท็จ
1 จึงไม่ใช่คำตอบของสมการ
ถ้าลองให้ x = 5 จะได้ 5 + 3 = 8
ดังนั้น x = 5 ทำให้สมการเป็นจริง
5 จึงเป็นคำตอบของสมการ
ขั้นที่ 2 มาทำความเข้าใจในความหมายของคำว่า การตรวจคำตอบของสมการ กันต่อ
การตรวจคำตอบของสมการ เป็นวิธีการพิจารณาว่าตัวเลขที่ได้มาจากการแก้สมการ ทำให้สมการเป็นจริงหรือไม่หรือเป็นคำตอบที่โจทย์ต้องการหรือไม่
การตรวจคำตอบทำได้โดยการแทนค่า ตัวเลขที่ได้มาแทนที่ตัวแปรในโจทย์ แล้วหาผลลัพธ์ดูว่าทั้ง 2 ข้างเท่ากันหรือไม่ ถ้าเท่ากัน แปลว่าตัวเลขที่ได้มาเป็นคำตอบของสมการ
เช่น
3(x - 5) = 2(x - 3)
3x - 15 = 2x - 6
3x - 2x = -6 +15
x = 9
จากการแก้สมการ เราได้ค่าของ x = 9
ตรวจคำตอบ โดยแทนค่า x = 9 ดังนี้
ทางด้านซ้ายของสมการ 3(x - 5) = 3(9 - 5) = 3x4 = 12
ทางด้านขวาของสมการ 2(x - 3) = 2(9 - 3) = 2x6 = 12
จะได้ว่า x = 9 ทำให้สมการเป็นจริง
คำตอบของสมการคือ 9
แต่ถ้าแก้สมการแล้วได้ x เป็นตัวเลขอื่น เช่น x = 10
ตรวจคำตอบ โดยแทนค่า x = 10 ดังนี้
ทางด้านซ้ายของสมการ 3(x - 5) = 3(10 - 5) = 3x5 = 15
ทางด้านขวาของสมการ 2(x - 3) = 2(10 - 3) = 2x7 = 14
จะได้ว่า x = 10 ทำให้สมการเป็นเท็จ
10 ไม่ใช่คำตอบของสมการ
หมายความว่าเราแก้สมการไม่ถูกต้อง ควรกลับไปดูขั้นตอนการแก้สมการอีกครั้ง
โปรดติดตามต่อไปครับ...
ขั้นที่ 1 มาทำความเข้าใจกับความหมายของคำว่า คำตอบของสมการ กันก่อน
คำตอบของสมการ คือ ตัวเลขที่สอดคล้องกับสมการ หรือ ทำให้สมการนั้นเป็นจริง
เช่น กำหนดให้ x + 3 = 8
ถ้าลองให้ x = 1 จะได้ 1 + 3 = 4 ไม่เท่ากับ 8
ดังนั้น x = 1 ทำให้สมการเป็นเท็จ
1 จึงไม่ใช่คำตอบของสมการ
ถ้าลองให้ x = 5 จะได้ 5 + 3 = 8
ดังนั้น x = 5 ทำให้สมการเป็นจริง
5 จึงเป็นคำตอบของสมการ
ขั้นที่ 2 มาทำความเข้าใจในความหมายของคำว่า การตรวจคำตอบของสมการ กันต่อ
การตรวจคำตอบของสมการ เป็นวิธีการพิจารณาว่าตัวเลขที่ได้มาจากการแก้สมการ ทำให้สมการเป็นจริงหรือไม่หรือเป็นคำตอบที่โจทย์ต้องการหรือไม่
การตรวจคำตอบทำได้โดยการแทนค่า ตัวเลขที่ได้มาแทนที่ตัวแปรในโจทย์ แล้วหาผลลัพธ์ดูว่าทั้ง 2 ข้างเท่ากันหรือไม่ ถ้าเท่ากัน แปลว่าตัวเลขที่ได้มาเป็นคำตอบของสมการ
เช่น
3(x - 5) = 2(x - 3)
3x - 15 = 2x - 6
3x - 2x = -6 +15
x = 9
จากการแก้สมการ เราได้ค่าของ x = 9
ตรวจคำตอบ โดยแทนค่า x = 9 ดังนี้
ทางด้านซ้ายของสมการ 3(x - 5) = 3(9 - 5) = 3x4 = 12
ทางด้านขวาของสมการ 2(x - 3) = 2(9 - 3) = 2x6 = 12
จะได้ว่า x = 9 ทำให้สมการเป็นจริง
คำตอบของสมการคือ 9
แต่ถ้าแก้สมการแล้วได้ x เป็นตัวเลขอื่น เช่น x = 10
ตรวจคำตอบ โดยแทนค่า x = 10 ดังนี้
ทางด้านซ้ายของสมการ 3(x - 5) = 3(10 - 5) = 3x5 = 15
ทางด้านขวาของสมการ 2(x - 3) = 2(10 - 3) = 2x7 = 14
จะได้ว่า x = 10 ทำให้สมการเป็นเท็จ
10 ไม่ใช่คำตอบของสมการ
หมายความว่าเราแก้สมการไม่ถูกต้อง ควรกลับไปดูขั้นตอนการแก้สมการอีกครั้ง
โปรดติดตามต่อไปครับ...
วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553
คณิตศาสตร์: การแก้สมการตอนที่8
การแก้สมการแบบที่มีเศษส่วน
วิธีคิด ทำให้เศษส่วนหายไปโดย คูณด้วยครน. ทั้ง 2 ข้าง
อ่านแล้วงงๆ ก็มาดูตัวอย่างกันเลย..จะดีกว่าครับ
* * * * *
วิธีคิด ทำให้เศษส่วนหายไปโดย คูณด้วยครน. ทั้ง 2 ข้าง
อ่านแล้วงงๆ ก็มาดูตัวอย่างกันเลย..จะดีกว่าครับ
ผมได้ทำเว็บไซด์แฝดน้อง http://kruteeworld.siamvip.com/
มีเนื้อหาให้อ่านและมีใบงานให้ดาวน์โหลดกันฟรี
เชิญทุกท่านไปเยี่ยมชมกันได้ครับ* * * * *
คณิตศาสตร์: การแก้สมการตอนที่7
การแก้สมการแบบที่มีวงเล็บ
วิธีคิด การคูณกระจายโดยนำตัวเลขที่อยู่หน้าวงเล็บ
คูณกับทุกตัวในวงเล็บก่อน
กฏการกระจาย a(b + c) = ab + ac
เช่น
3(x +2) = 3x + 6
-3(4x -1) = -12x +3
หมายเหตุ
จากตัวอย่างที่ 1 และ 2 การนำ 2 หรือ -2 ไปคูณกระจายเข้าไปในวงเล็บก่อนเพื่่อทำให้วงเว็บหายไป เป็นวิธีการหนึ่งในการแก้สมการ
แต่จากตัวอย่างที่ 1 จะนำ 2 ย้ายไปหาร 20 ก่อนก็ได้เช่นกัน
และจากตัวอย่างที่ 2 จะนำ -2 ย้ายไปหาร -14 ก่อนก็ได้เช่นกัน
วิธีคิด การคูณกระจายโดยนำตัวเลขที่อยู่หน้าวงเล็บ
คูณกับทุกตัวในวงเล็บก่อน
กฏการกระจาย a(b + c) = ab + ac
เช่น
3(x +2) = 3x + 6
-3(4x -1) = -12x +3
หมายเหตุ
จากตัวอย่างที่ 1 และ 2 การนำ 2 หรือ -2 ไปคูณกระจายเข้าไปในวงเล็บก่อนเพื่่อทำให้วงเว็บหายไป เป็นวิธีการหนึ่งในการแก้สมการ
แต่จากตัวอย่างที่ 1 จะนำ 2 ย้ายไปหาร 20 ก่อนก็ได้เช่นกัน
และจากตัวอย่างที่ 2 จะนำ -2 ย้ายไปหาร -14 ก่อนก็ได้เช่นกัน
คณิตศาสตร์: การแก้สมการตอนที่6
วิธีคิด ย้ายตัวแปรมาอยู่ด้านซ้ายพร้อมกับ
ย้ายตัวเลขที่ไม่ตัวแปรไปอยู่ด้านขวา
ทำใจสบายๆก่อนแล้ว มาดูตัวอย่างกันนะครับ
สำหรับตอนนี้เป็นวิธีของคนที่ชำนาญพอสมควรแล้ว
ถ้าใครไม่เข้าใจก็ให้ทำตามตัวอย่างของตอนอื่นๆได้ครับ
คณิตศาสตร์: การแก้สมการตอนที่5
ตอนเรามาดูการแก้สมการแบบที่ซ้อนมากขึ้นอีกนิดนะครับ
สมการแบบที่มีตัวแปรหลายข้างของสมการ
วิธีคิด ย้ายตัวแปรที่อยู่ด้านขวามาอยู่ด้ายซ้าย
สมการแบบที่มีตัวแปรหลายข้างของสมการ
วิธีคิด ย้ายตัวแปรที่อยู่ด้านขวามาอยู่ด้ายซ้าย
คณิตศาสตร์: การแก้สมการตอนที่4
ตอนเรามาดูการแก้สมการแบบที่ซ้อนมากขึ้นอีกนิดนะครับ
สมการแบบที่มีตัวแปรอยู่หลายที่
วิธีคิด ทำให้ตัวแปรเหลืออยู่ที่เดียวก่อนด้วยการบวกหรือลบ
สมการแบบที่มีตัวแปรอยู่หลายที่
วิธีคิด ทำให้ตัวแปรเหลืออยู่ที่เดียวก่อนด้วยการบวกหรือลบ
คณิตศาสตร์: การแก้สมการตอนที่3
ตอนนี้เรามาแก้สมการด้วยวิธีลัดกันนะครับ
หลักการ คือ ทำให้ตัวแปรอยู่ด้านซ้ายตัวเดียวโดยการ
1) ย้ายตัวเลขที่บวก - ลบ ไปก่อน
2) ย้ายตัวเลขที่คูณ - หาร กับแปรตัวทีหลัง
หลักการ คือ ทำให้ตัวแปรอยู่ด้านซ้ายตัวเดียวโดยการ
1) ย้ายตัวเลขที่บวก - ลบ ไปก่อน
2) ย้ายตัวเลขที่คูณ - หาร กับแปรตัวทีหลัง
คณิตศาสตร์: การแก้สมการตอนที่2
มาดูตัวอย่างการแก้สมการกันต่อนะครับ
สรุปได้ว่า
ถ้าตัวเลขที่ติดอยู่ข้างหน้าตัวแปร (ตัวเลขที่คูณกับตัวแปร)
เราทำให้หายไปโดยการนำตัวเลขนั้นนำมาหารทั้ง 2 ข้าง
สรุปว่า
1) ถ้าตัวเลขที่อยู่ด้านล่างตัวแปร (ตัวเลขที่หารตัวแปร)
ทำให้หายไปโดยนำตัวเลขนั้นมาคูณทั้ง 2 ข้าง
2) ถ้าตัวเลขที่เป็นเศษส่วนอยู่หน้าตัวแปร
ทำให้หายไปโดยการสลับเศษส่วนแล้วคูณทั้ง 2 ข้าง
สรุปได้ว่า
ถ้าตัวเลขที่ติดอยู่ข้างหน้าตัวแปร (ตัวเลขที่คูณกับตัวแปร)
เราทำให้หายไปโดยการนำตัวเลขนั้นนำมาหารทั้ง 2 ข้าง
สรุปว่า
1) ถ้าตัวเลขที่อยู่ด้านล่างตัวแปร (ตัวเลขที่หารตัวแปร)
ทำให้หายไปโดยนำตัวเลขนั้นมาคูณทั้ง 2 ข้าง
2) ถ้าตัวเลขที่เป็นเศษส่วนอยู่หน้าตัวแปร
ทำให้หายไปโดยการสลับเศษส่วนแล้วคูณทั้ง 2 ข้าง
วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553
คณิตศาสตร์: การแก้สมการ ตอนที่1
ก่อนหน้านี้ครูเคยเขียนรื่องเกี่ยวกับตัวแปรไปแล้ว มาตอนนี้
ลองมาดูกันว่า เรานำตัวแปรมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร
เกี่ยวกับเรื่องการแก้สมการ แต่ก่อนอื่นต้องทำมาความรู้จัก
กับคำว่า การแก้สมการและคำตอบของสมการกันก่อน
การแก้สมการ หมายถึง ขบวนการในการหาคำตอบของสมการ
คำตอบของสมการ หมายถึง จำนวนหรือตัวเลขที่ทำให้สมการ
นั้นเป็นจริง(หรือเท่ากันทั้ง 2 ข้าง)
หลักการคิด คือ พยายามทำให้ตัวแปรอยู่โดดๆ ด้ายซ้ายของสมการ
ตัวอย่าง จงหาค่าของ x
1) x + 3 = 9
ทำ x + 3 = 9
x + 3 - 3 = 9 - 3 (นำ 3 มาลบทั้ง 2 ข้าง)
x = 6
2) x + 17 = 50
ทำ x + 17 = 50
x + 17 - 17= 50 - 17 (นำ 17 มาลบทั้ง 2 ข้าง)
x = 33
3) 5 + x = 14
ทำ 5 + x = 14
5 + x - 5 = 14 - 5 (นำ 5 มาลบทั้ง 2 ข้าง)
x = 9
4) x - 9 = 30
ทำ x - 9 = 30
x - 9 + 9 = 30 + 9 (นำ 9 มาบวกทั้ง 2 ข้าง)
x = 39
5) x - 10 = -25
ทำ x -10 = -25
x - 10 + 10= -25 +10 (นำ 10 มาบวกทั้ง 2 ข้าง)
x = -15
6) -6 + x = 10
ทำ -6 + x = 10
-6 + x + 6 = 10 + 6 (นำ 6 มาบวกทั้ง 2 ข้าง)
x = 16
หมายเหตุ
1. ตัวอย่างที่ผ่านเป็นการแก้สมการโดยการเขียนแบบเต็มรูปแบบ
ซึ่งครูต้องแสดงด้วยให้ดูก่อนในครั้งหลังจะเขียนแบบย่อ
2. ในการแก้สมการด้านบนเป็นการทำให้ตัวแปร x อยู่โดดๆด้วย
การบวกหรือลบตัวเลขอีกตัวเพิ่มเข้าไปทั้ง 2 ข้าง แล้วทำให้
ตัวเลขด้านซ้ายมือหมดไป
ลองมาดูกันว่า เรานำตัวแปรมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร
เกี่ยวกับเรื่องการแก้สมการ แต่ก่อนอื่นต้องทำมาความรู้จัก
กับคำว่า การแก้สมการและคำตอบของสมการกันก่อน
การแก้สมการ หมายถึง ขบวนการในการหาคำตอบของสมการ
คำตอบของสมการ หมายถึง จำนวนหรือตัวเลขที่ทำให้สมการ
นั้นเป็นจริง(หรือเท่ากันทั้ง 2 ข้าง)
หลักการคิด คือ พยายามทำให้ตัวแปรอยู่โดดๆ ด้ายซ้ายของสมการ
ตัวอย่าง จงหาค่าของ x
1) x + 3 = 9
ทำ x + 3 = 9
x + 3 - 3 = 9 - 3 (นำ 3 มาลบทั้ง 2 ข้าง)
x = 6
2) x + 17 = 50
ทำ x + 17 = 50
x + 17 - 17= 50 - 17 (นำ 17 มาลบทั้ง 2 ข้าง)
x = 33
3) 5 + x = 14
ทำ 5 + x = 14
5 + x - 5 = 14 - 5 (นำ 5 มาลบทั้ง 2 ข้าง)
x = 9
4) x - 9 = 30
ทำ x - 9 = 30
x - 9 + 9 = 30 + 9 (นำ 9 มาบวกทั้ง 2 ข้าง)
x = 39
5) x - 10 = -25
ทำ x -10 = -25
x - 10 + 10= -25 +10 (นำ 10 มาบวกทั้ง 2 ข้าง)
x = -15
6) -6 + x = 10
ทำ -6 + x = 10
-6 + x + 6 = 10 + 6 (นำ 6 มาบวกทั้ง 2 ข้าง)
x = 16
หมายเหตุ
1. ตัวอย่างที่ผ่านเป็นการแก้สมการโดยการเขียนแบบเต็มรูปแบบ
ซึ่งครูต้องแสดงด้วยให้ดูก่อนในครั้งหลังจะเขียนแบบย่อ
2. ในการแก้สมการด้านบนเป็นการทำให้ตัวแปร x อยู่โดดๆด้วย
การบวกหรือลบตัวเลขอีกตัวเพิ่มเข้าไปทั้ง 2 ข้าง แล้วทำให้
ตัวเลขด้านซ้ายมือหมดไป
วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
สมการคืออะไร
สมการเป็นเรื่องสำคัญมากเรื่องหนึ่งในวิชาคณิตศาสตร์เพราะเป็นพื้นฐานของการแสดงขั้นตอนการคำนวณและเนื้อหาในเรื่องต่างๆที่นักเรียนได้เรียนนั้นเกือบทั้งหมดต้องใช้ในความรู้เรื่องสมการเป็นพื้นฐาน ดังนั้นการทำความเข้าใจในเรื่องของสมการนี้จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นมาก
เช่น
1) 5 = 4 + 1
2) 10 + 7 = 17
3) x + 3 = 20
4) 2x + 1 = 5 - x
ก่อนที่จะลงลึกเรื่องการแก้สมการ ผมอยากจะให้ทุกคนเห็นภาพรวมการนำสมการไปใช้งานให้ส่วนต่างๆ ก่อนนะครับ โดยทั่วไปแล้วเราใช้สมการใน 4 ลักษณะคือ
1. ใช้แสดงขั้นตอนในการคำนวณต่างๆ เช่น
จงหาผลลัพท์ของ
1) (3 + 5) x 2 = 8 x 2 = 16
2) (2 x 4) + (5 x 3) - 10 = 8 + 15 - 10 = 23 - 10 = 13
ในลักษณะนี้จะเห็นได้ว่า เป็นการใช้เครื่องหมายเท่ากับ
เขียนต่อๆกันไปจนได้คำตอบสุดท้าย
และไม่ถูกต้องตามความหมายของสมการด้วย
2. ใช้ในโจทย์การหาค่าตัวแปรที่เรายังไม่รู้ค่า (หรือแก้สมการ) เช่น
จงแก้สมการเพื่อหาค่าของ x
3x + 1 = 10
3x + 1 - 1 = 10 - 1
3x = 9
x = 3
ในลักษณะนี้จะเห็นได้ว่า เป็นการใช้เครื่องหมายเท่ากับ
เขียนเป็นบรรทัดๆลงมาจนได้คำตอบสุดท้าย
3. การใช้สมการเพื่อแสดงสูตรต่างๆ เช่น
สูตร ในการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม = ฐาน x สูง
หรือ A = bh
4. การสมการแสดงความสัมพันธ์ของต้วแปรตัวต่างกับตัวเลข เช่น
1) y = 2x - 5
2) y = 3x(x + 1)
3) y = x2+6
นี้คือภาพรวมของการนำสมการไปใช้ในที่ต่างๆ ที่เราพบเห็นโดยไปครับ
สมการ คือ ประโยคสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ที่ทำให้เรารู้ว่าทั้ง 2 ข้าง
(ด้านซ้ายและด้านขวา) มีค่าเท่ากัน โดยถูกคั่นไว้ด้วยเครื่องหมายเท่ากับ " = " เช่น
1) 5 = 4 + 1
2) 10 + 7 = 17
3) x + 3 = 20
4) 2x + 1 = 5 - x
ก่อนที่จะลงลึกเรื่องการแก้สมการ ผมอยากจะให้ทุกคนเห็นภาพรวมการนำสมการไปใช้งานให้ส่วนต่างๆ ก่อนนะครับ โดยทั่วไปแล้วเราใช้สมการใน 4 ลักษณะคือ
1. ใช้แสดงขั้นตอนในการคำนวณต่างๆ เช่น
จงหาผลลัพท์ของ
1) (3 + 5) x 2 = 8 x 2 = 16
2) (2 x 4) + (5 x 3) - 10 = 8 + 15 - 10 = 23 - 10 = 13
ในลักษณะนี้จะเห็นได้ว่า เป็นการใช้เครื่องหมายเท่ากับ
เขียนต่อๆกันไปจนได้คำตอบสุดท้าย
ข้อระวัง ขอให้สังเกตการเขียนต่อไปนี้
3 + 5 + 10 - 4 = 8 + 10 = 18 - 4 = 14
การเขียนขั้นตอนแบบนี้เป็นการเขียนที่ไม่ถูกต้อง
เพราะไม่ได้เขียนตัวเลขที่ยังได้คำนวณคือ 4
ซึ่งจะทำให้ความหมายผิดเพี้ยนไปเพราะไม่ได้เขียนตัวเลขที่ยังได้คำนวณคือ 4
และไม่ถูกต้องตามความหมายของสมการด้วย
2. ใช้ในโจทย์การหาค่าตัวแปรที่เรายังไม่รู้ค่า (หรือแก้สมการ) เช่น
จงแก้สมการเพื่อหาค่าของ x
3x + 1 = 10
3x + 1 - 1 = 10 - 1
3x = 9
x = 3
ในลักษณะนี้จะเห็นได้ว่า เป็นการใช้เครื่องหมายเท่ากับ
เขียนเป็นบรรทัดๆลงมาจนได้คำตอบสุดท้าย
3. การใช้สมการเพื่อแสดงสูตรต่างๆ เช่น
สูตร ในการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม = ฐาน x สูง
หรือ A = bh
4. การสมการแสดงความสัมพันธ์ของต้วแปรตัวต่างกับตัวเลข เช่น
1) y = 2x - 5
2) y = 3x(x + 1)
3) y = x2+6
นี้คือภาพรวมของการนำสมการไปใช้ในที่ต่างๆ ที่เราพบเห็นโดยไปครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

