วันนี้ผมเอาความรู้ดีๆ เกี่ยวกับเรื่องการใช้ตู้มาฝากกันครับ
ตู้เย็น เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ทำความเย็น ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ คือ ส่วนที่เป็นฉนวนป้องกันความร้อนไม่ให้ผ่านเข้ามา และส่วนที่ใช้ทำความเย็น ซึ่งเป็นปั๊มนำความร้อนออกไปสู่ยนอกภายนอก เพื่อใช้ในการเก็บรักษาอาหารไม่ให้เสียเกิดจากจุลินทรีย์ต่างๆเหมาะสมเช่น
ช่องแช่แข็งมีอุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส(C)
ช่องธรรมดามีอุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส
ช่องเก็บผักผลไม้ มีอุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส
การใช้ตู้เย็นอย่างปลดอภัยและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
1. ตั้งไว้ในที่ที่เหมาะสม คือ วางไว้ห่างจากผนัง ประมาณ 15 ซม. เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานน้อยลง
2. ตั้งสวิทซ์ควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม
3. ไม่ควรเปิดตู้เย็นบ่อยๆ เพราะทำให้ความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ตู้เย็นมาก ทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนักขึ้น
4. ห้ามนำของร้อนเข้าไปเก็บฝนตู้เย็น
5. มั่นละลายน้ำแข็งสม่ำเสมอ
6. ทำความสะอาดตู้เย็นเสมอ
7. ตรวจสอบยางประตู เพื่อไม่ให้เกิดรูรั่ว เพราะความร้อนจะข้างไปได้
8. สวิทซ์ เปิด-ปิดเครื่อง ถ้าเสียควรรีบเปลี่ยนทันที
9. ตรวจสอบความปลอดภัยของตู้เย็นว่ามีไฟฟ้ารั่วหรือไม่
ของแถม
บอระเพ็ด สรรพคุณเป็นยาช่วยลดความร้อนในร่างกาย ช่วยในการลดไข้ ช่วยเจริญอาหาร
น้ำผึ้ง มีวิตามินบี ซี และแร่ธาตุต่างๆ เช่น ฟอสฟอรัส แคลเซียม เกลือแร่ กรดอะมิโน และยังมีสารแอนติออกซิเดนท์ แต่เพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุดไม่ควรใช้น้ำร้อนละลายน้ำผึ้ง เพราะทำให้วิตามินต่างๆเสียได้
จาก สคบ. สาร ปี่ที่ 32 ฉบับที่ 292 ตุลาคม – พฤจิกายน 2554 สายด่วน สคบ. 1166
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระน่ารู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระน่ารู้ แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
เรื่องของขยะ
ผมไปได้ข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับเรื่องของขยะ เลยนำมาให้ได้อ่านกันครับ
ขยะมูลฝอยแยกออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่
1. เศษอาหารและพืชผัก ที่เหลือจากการรับประทานและการประกอบอาหาร
2. เศษแก้วแตก กระเบื้องแตก เศษวัสดุก่อสร้าง เช่น ไม้ อิฐ หิน และอื่น ๆ
3. วัสดุชิ้นใหญ่ เช่น รถจักรยานพัง หรือเครื่องไฟฟ้าที่ใช้การไม่ได้ ฯลฯ
4. วัสดุที่มีสารพิษ เช่น หลอดไฟ หลอดนีออน แบตเตอรี่ที่ใช้การไม่ได้ วัสดุติดเชื้อ
ต่าง ๆ เช่น ขยะมูลฝอยที่เก็บได้จากโรงพยาบาล และวัสดุสารเคมีจากโรงงาน เป็นต้น
5. วัสดุที่ยังมีสภาพดี เช่น กระดาษหนังสือพิมพ์ กล่องกระดาษ ขวดที่ไม่แตก ขยะมูลฝอยประเภทนี้ อาจนำไปขายต่อได้
ประเภทของขยะมูลฝอย
ขยะมูลฝอยอาจแบ่งออกได้ตามลักษณะส่วนประกอบของขยะมูลฝอย ได้เป็น 10 ประเภท ได้แก่
1. ผักผลไม้ และเศษอาหาร ได้แก่ เศษผัก เศษผลไม้ เศษอาหารที่เหลือจากการปรุงอาหารและเหลือจากการบริโภค เช่น ข้าวสุก เปลือกผลไม้ เนื้อสัตว์ ฯลฯ
2. กระดาษ ได้แก่ วัสดุหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเยื่อกระดาษ เช่น กระดาษหนังสือพิมพ์ใบปลิว ถุงกระดาษ กล่องกระดาษ ฯลฯ
3. พลาสติก ได้แก่ วัสดุหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติก เช่น ถุงพลาสติก ภาชนะพลาสติก ของเล่นเด็ก ผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์กลาส ฯลฯ
4. ผ้า ได้แก่ สิ่งทอต่าง ๆ ที่ทำมาจากเส้นใยธรรมชาติและใยสังเคราะห์ เช่น ฝ้าย ลินินขนสัตว์ ผ้าไนลอน ได้แก่ เศษผ้า ผ้าเช็ดมือ ถุงเท้า ผ้าขี้ริ้ว ฯลฯ
5. แก้ว ได้แก่ วัสดุหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแก้ว เช่น เศษกระจก ขวด หลอดไฟ เครื่องแก้ว ฯลฯ
6. ไม้ ได้แก่ วัสดุหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากไม้ ไม้ไผ่ ฟาง หญ้า เศษไม้ เช่น กล่องไม้เก้าอี้ โต๊ะ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องเรือน ฯลฯ
7. โลหะ ได้แก่ วัสดุหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ทำจากโลหะ เช่น กระป๋อง ตะปู ลวดภาชนะที่ทำจากโลหะต่าง ฯลฯ
8. หิน กระเบื้อง กระดูก และเปลือกหอย ได้แก่ เศษหิน เปลือกหอย เศษกระดูกสัตว์เช่น ก้างปลา เครื่องปั้นดินเผา เปลือกหอย กุ้ง ปู เครื่องเคลือบ ฯลฯ
9. ยางและหนัง ได้แก่ วัสดุและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางและหนัง เช่น รองเท้า กระเป๋าลูกบอล ฯลฯ
10. วัสดุอื่น ๆ ได้แก่ วัสดุที่ไม่สามารถจัดเข้ากลุ่มต่าง ๆ ข้างต้น
ผลกระทบของขยะมูลฝอยต่อสภาวะแวดล้อม
1. ขยะมูลฝอยเป็นแหล่งอาหารและแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงนำโรค เช่น แมลงวันแมลงสาบ ยุง ฯลฯ และเป็นที่ซุกซ่อนของหนูและสัตว์อื่น ๆ
2. ขยะมูลฝอย ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นและก่อให้เกิดความรำคาญ
3. ขยะมูลฝอยที่ทิ้งเกลื่อนกลาด ถูกลมพัดกระจัดกระจายไปตกอยู่ตามพื้น ทำให้พื้นที่บริเวณนั้นสกปรก ขาดความสวยงาม เป็นที่รังเกียจแก่ผู้พบเห็น และผู้ที่อาศัยบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ขยะมูลฝอยที่ตกอยู่หรือถูกทิ้งลงในคูคลอง หรือทางระบายน้ำ จะไปสกัดกั้นการไหลของน้ำ ทำให้แหล่งน้ำสกปรกและเกิดการเน่าเสีย
4. น้ำเสียที่เกิดจากกองขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้ เป็นน้ำเสียที่มีความสกปรกสูงมาก ซึ่งมีทั้งสารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ เชื้อโรค และสารพิษต่าง ๆ เจือปนอยู่ เมื่อน้ำเสียจากกองขยะมูลฝอยไหลไปตามพื้นดินบริเวณใด ก็จะทำให้บริเวณนั้นเกิดความสกปรกและความเสื่อมโทรมของพื้นดินและอาจเปลี่ยนสภาพ ทำให้ดินมีคุณสมบัติเป็นดินด่างหรือดินกรดได้ ในกรณีที่น้ำเสียจากกองขยะมูลฝอยไหลลงสู่แหล่งน้ำก็จะทำให้คุณภาพน้ำเสียไป ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำผิวดินหรือแหล่งน้ำใต้ดินก็ตาม ล้วนเป็นอันตรายต่อผู้ใช้น้ำและสิ่งที่มีชีวิตที่อาศัยในแหล่งน้ำ น้ำที่สกปรกมากหรือมีสารพิษเจือปนอยู่ ก็อาจทำให้สัตว์น้ำตายในเวลาอันสั้น นอกจากนั้นสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่เจือปนในน้ำ ก็จะส่งผลต่อระบบนิเวศของน้ำทำให้สัตว์น้ำที่มีค่าบางชนิดสูญพันธุ์ไป นอกจากนี้น้ำที่มีสิ่งสกปรกเจือปนย่อมไม่เหมาะแก่การอุปโภคบริโภค แม้จะนำไปปรับปรุงคุณภาพแล้วก็ตาม เช่น การทำระบบน้ำประปา ซึ่งก็ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำมากขึ้น
5. ขยะมูลฝอยทำให้เกิดมลพิษแก่อากาศ ขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้ในเขตชุมชน หรือที่กองทิ้งไว้ในแหล่งกำจัดซึ่งไม่มีการฝังกลบ หรือขณะที่ทำการเก็บขนโดยพาหนะที่ไม่มีการปกปิดอย่างมิดชิด ขยะมูลฝอยเหล่านั้นส่งกลิ่นเหม็นน่ารังเกียจออกมา เศษชิ้นส่วนของขยะมูลฝอยจะสามารถปลิวไปในอากาศ ทำให้เกิดความสกปรกแก่บรรยากาศ ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของมนุษย์และความสกปรกให้กับบริเวณข้างเคียงได้นอกจากนี้ขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้นาน ๆ จะมีก๊าซที่เกิดจากการหมักขึ้น ได้แก่ ก๊าซชีวภาพ ซึ่งติดไฟหรือเกิดระเบิดขึ้นได้ และก๊าซไข่เน่า (ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์) ซึ่งมีกลิ่นเหม็น
การแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย
ที่มา : รวมรวมจาก สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ 15
ขยะมูลฝอยแยกออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่
1. เศษอาหารและพืชผัก ที่เหลือจากการรับประทานและการประกอบอาหาร
2. เศษแก้วแตก กระเบื้องแตก เศษวัสดุก่อสร้าง เช่น ไม้ อิฐ หิน และอื่น ๆ
3. วัสดุชิ้นใหญ่ เช่น รถจักรยานพัง หรือเครื่องไฟฟ้าที่ใช้การไม่ได้ ฯลฯ
4. วัสดุที่มีสารพิษ เช่น หลอดไฟ หลอดนีออน แบตเตอรี่ที่ใช้การไม่ได้ วัสดุติดเชื้อ
ต่าง ๆ เช่น ขยะมูลฝอยที่เก็บได้จากโรงพยาบาล และวัสดุสารเคมีจากโรงงาน เป็นต้น
5. วัสดุที่ยังมีสภาพดี เช่น กระดาษหนังสือพิมพ์ กล่องกระดาษ ขวดที่ไม่แตก ขยะมูลฝอยประเภทนี้ อาจนำไปขายต่อได้
ประเภทของขยะมูลฝอย
ขยะมูลฝอยอาจแบ่งออกได้ตามลักษณะส่วนประกอบของขยะมูลฝอย ได้เป็น 10 ประเภท ได้แก่
1. ผักผลไม้ และเศษอาหาร ได้แก่ เศษผัก เศษผลไม้ เศษอาหารที่เหลือจากการปรุงอาหารและเหลือจากการบริโภค เช่น ข้าวสุก เปลือกผลไม้ เนื้อสัตว์ ฯลฯ
2. กระดาษ ได้แก่ วัสดุหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเยื่อกระดาษ เช่น กระดาษหนังสือพิมพ์ใบปลิว ถุงกระดาษ กล่องกระดาษ ฯลฯ
3. พลาสติก ได้แก่ วัสดุหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติก เช่น ถุงพลาสติก ภาชนะพลาสติก ของเล่นเด็ก ผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์กลาส ฯลฯ
4. ผ้า ได้แก่ สิ่งทอต่าง ๆ ที่ทำมาจากเส้นใยธรรมชาติและใยสังเคราะห์ เช่น ฝ้าย ลินินขนสัตว์ ผ้าไนลอน ได้แก่ เศษผ้า ผ้าเช็ดมือ ถุงเท้า ผ้าขี้ริ้ว ฯลฯ
5. แก้ว ได้แก่ วัสดุหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแก้ว เช่น เศษกระจก ขวด หลอดไฟ เครื่องแก้ว ฯลฯ
6. ไม้ ได้แก่ วัสดุหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากไม้ ไม้ไผ่ ฟาง หญ้า เศษไม้ เช่น กล่องไม้เก้าอี้ โต๊ะ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องเรือน ฯลฯ
7. โลหะ ได้แก่ วัสดุหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ทำจากโลหะ เช่น กระป๋อง ตะปู ลวดภาชนะที่ทำจากโลหะต่าง ฯลฯ
8. หิน กระเบื้อง กระดูก และเปลือกหอย ได้แก่ เศษหิน เปลือกหอย เศษกระดูกสัตว์เช่น ก้างปลา เครื่องปั้นดินเผา เปลือกหอย กุ้ง ปู เครื่องเคลือบ ฯลฯ
9. ยางและหนัง ได้แก่ วัสดุและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางและหนัง เช่น รองเท้า กระเป๋าลูกบอล ฯลฯ
10. วัสดุอื่น ๆ ได้แก่ วัสดุที่ไม่สามารถจัดเข้ากลุ่มต่าง ๆ ข้างต้น
ผลกระทบของขยะมูลฝอยต่อสภาวะแวดล้อม
1. ขยะมูลฝอยเป็นแหล่งอาหารและแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงนำโรค เช่น แมลงวันแมลงสาบ ยุง ฯลฯ และเป็นที่ซุกซ่อนของหนูและสัตว์อื่น ๆ
2. ขยะมูลฝอย ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นและก่อให้เกิดความรำคาญ
3. ขยะมูลฝอยที่ทิ้งเกลื่อนกลาด ถูกลมพัดกระจัดกระจายไปตกอยู่ตามพื้น ทำให้พื้นที่บริเวณนั้นสกปรก ขาดความสวยงาม เป็นที่รังเกียจแก่ผู้พบเห็น และผู้ที่อาศัยบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ขยะมูลฝอยที่ตกอยู่หรือถูกทิ้งลงในคูคลอง หรือทางระบายน้ำ จะไปสกัดกั้นการไหลของน้ำ ทำให้แหล่งน้ำสกปรกและเกิดการเน่าเสีย
4. น้ำเสียที่เกิดจากกองขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้ เป็นน้ำเสียที่มีความสกปรกสูงมาก ซึ่งมีทั้งสารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ เชื้อโรค และสารพิษต่าง ๆ เจือปนอยู่ เมื่อน้ำเสียจากกองขยะมูลฝอยไหลไปตามพื้นดินบริเวณใด ก็จะทำให้บริเวณนั้นเกิดความสกปรกและความเสื่อมโทรมของพื้นดินและอาจเปลี่ยนสภาพ ทำให้ดินมีคุณสมบัติเป็นดินด่างหรือดินกรดได้ ในกรณีที่น้ำเสียจากกองขยะมูลฝอยไหลลงสู่แหล่งน้ำก็จะทำให้คุณภาพน้ำเสียไป ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำผิวดินหรือแหล่งน้ำใต้ดินก็ตาม ล้วนเป็นอันตรายต่อผู้ใช้น้ำและสิ่งที่มีชีวิตที่อาศัยในแหล่งน้ำ น้ำที่สกปรกมากหรือมีสารพิษเจือปนอยู่ ก็อาจทำให้สัตว์น้ำตายในเวลาอันสั้น นอกจากนั้นสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่เจือปนในน้ำ ก็จะส่งผลต่อระบบนิเวศของน้ำทำให้สัตว์น้ำที่มีค่าบางชนิดสูญพันธุ์ไป นอกจากนี้น้ำที่มีสิ่งสกปรกเจือปนย่อมไม่เหมาะแก่การอุปโภคบริโภค แม้จะนำไปปรับปรุงคุณภาพแล้วก็ตาม เช่น การทำระบบน้ำประปา ซึ่งก็ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำมากขึ้น
5. ขยะมูลฝอยทำให้เกิดมลพิษแก่อากาศ ขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้ในเขตชุมชน หรือที่กองทิ้งไว้ในแหล่งกำจัดซึ่งไม่มีการฝังกลบ หรือขณะที่ทำการเก็บขนโดยพาหนะที่ไม่มีการปกปิดอย่างมิดชิด ขยะมูลฝอยเหล่านั้นส่งกลิ่นเหม็นน่ารังเกียจออกมา เศษชิ้นส่วนของขยะมูลฝอยจะสามารถปลิวไปในอากาศ ทำให้เกิดความสกปรกแก่บรรยากาศ ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของมนุษย์และความสกปรกให้กับบริเวณข้างเคียงได้นอกจากนี้ขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้นาน ๆ จะมีก๊าซที่เกิดจากการหมักขึ้น ได้แก่ ก๊าซชีวภาพ ซึ่งติดไฟหรือเกิดระเบิดขึ้นได้ และก๊าซไข่เน่า (ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์) ซึ่งมีกลิ่นเหม็น
การแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย
ที่มา : รวมรวมจาก สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ 15
วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
ความแตกต่างของสัตว์ชนิดต่างๆ
นักสัตวศาสตร์รู้ว่าอาหารของสัตว์แต่ละชนิด จะขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางสรีระ การทำงานของอวัยวะต่างๆ และระบบการย่อยอาหาร ซึ่งจะต่างกันอย่างเห็นได้ชัด นักวิชาการได้แบ่งสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังออกเป็น ๓๐ กลุ่ม ตามประเภทอาหาร คือ กลุ่มกินเนื้อ กลุ่มกินหญ้าและใบไม้ และกลุ่มกินผลไม้ เราน่าจะมาลองพิจารณาดู ว่าระบบทางโครงสร้างและสรีระของคน เทียบเคียงได้กับสัตว์กลุ่มใดมากน้อยเพียงใด
สัตว์กินเนื้อ
๑. มีเล็บงุ้ม และแหลมคม
๒. ไม่มีรูขุมขน คายน้ำโดย รูที่ลิ้น เพื่อให้ร่างกายเย็น
๓. ฟันหน้าแหลม และคม เพื่อฉีกเนื้อ
๔. มีต่อมน้ำลายเล็กๆ ในปาก เนื่องจาก ไม่จำเป็นต้องย่อยอาหารประเภท ข้าวหรือผลไม้ในขั้นต้น
๕. น้ำลายเป็นกรด ไม่มีน้ำย่อยทายลิน สำหรับย่อยอาหาร จำพวกข้าวในขั้นแรก
๖. ไม่มีฟันกรามด้านหลัง สำหรับบดอาหาร
๗. มีกรดไฮโดรคลอริก ในกระเพาะอาหารอยู่มาก สำหรับย่อยกล้ามเนื้อ กระดูก และส่วนอื่นๆ ของสัตว์
๘. ลำไส้ยาวเพียง ๓ เท่าของร่างกาย เพื่อขับถ่ายเนื้อ ที่เน่าเปื่อยออก ได้อย่างรวดเร็ว
สัตว์กินหญ้าและใบไม้
๑. เล็บแบน
๒. ขับเหงื่อโดย รูขุมขนนับล้าน ตามผิวหนัง
๓. ฟันหน้า ไม่แหลมคม
๔. มีต่อมน้ำลาย ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งจำเป็นสำหรับ ย่อยอาหารประเภทข้าว หรือผลไม้ ในขั้นแรก
๕. น้ำลายเป็นด่าง พร้อมกับ มีน้ำย่อยทายลินมาก เพื่อย่อยอาหาร ประเภทข้าว
๖. มีฟันกรามด้านหลัง สำหรับบดอาหาร
๗. กรดในกระเพาะอาหาร อ่อนกว่าของสัตว์กินเนื้อถึง ๒๐ เท่า
๘. ลำไส้ ยาวกว่าร่างกายถึง ๑๐ เท่า เพราะใบไม้เน่าเปื่อยช้า จึงผ่านขั้นตอนการย่อย ได้ตามปกติ
สัตว์กินผลไม้
๑. เล็บแบน
๒. ขับเหงื่อโดย รูขุมขนนับล้าน ตามผิวหนัง
๓. ฟันหน้า ไม่แหลมคม
๔. มีต่อมน้ำลาย ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งจำเป็นสำหรับ ย่อยอาหารประเภทข้าว หรือผลไม้ในขั้นแรก
๕. น้ำลายเป็นด่าง พร้อมกับ มีน้ำย่อยทายลิน เพื่อย่อยอาหารประเภทข้าว
๖. มีฟันกรามด้านหลัง สำหรับบดอาหาร
๗. กรดในกระเพาะอาหาร อ่อนกว่าของสัตว์กินเนื้อ ถึง ๒๐ เท่า
๘.ลำไส้ยาวกว่าร่างกายถึง ๑๒ เท่า เพราะผลไม้เน่าเปื่อยช้า จึงผ่านขั้นตอนการย่อย ได้ตามปกติ
มนุษย์
๑. เล็บแบน
๒. ขับเหงื่อโดย รูขุมขนนับล้าน ตามผิวหนัง
๓. ฟันหน้า ไม่แหลมคม
๔. มีต่อมน้ำลาย ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งจำเป็น สำหรับย่อยอาหาร ประเภทข้าว หรือผลไม้ในขั้นแรก
๕. น้ำลายเป็นด่าง พร้อมกับมี น้ำย่อยทายลิน เพื่อย่อยอาหารประเภทข้าว
๖. มีฟันกรามด้านหลัง สำหรับบดอาหาร
๗. กรดในกระเพาะอาหาร อ่อนกว่าของ สัตว์กินเนื้อถึง ๒๐ เท่า
๘. ลำไส้ยาวกว่าร่างกายถึง ๑๒ เท่า
สัตว์กินเนื้อ
๑. มีเล็บงุ้ม และแหลมคม
๒. ไม่มีรูขุมขน คายน้ำโดย รูที่ลิ้น เพื่อให้ร่างกายเย็น
๓. ฟันหน้าแหลม และคม เพื่อฉีกเนื้อ
๔. มีต่อมน้ำลายเล็กๆ ในปาก เนื่องจาก ไม่จำเป็นต้องย่อยอาหารประเภท ข้าวหรือผลไม้ในขั้นต้น
๕. น้ำลายเป็นกรด ไม่มีน้ำย่อยทายลิน สำหรับย่อยอาหาร จำพวกข้าวในขั้นแรก
๖. ไม่มีฟันกรามด้านหลัง สำหรับบดอาหาร
๗. มีกรดไฮโดรคลอริก ในกระเพาะอาหารอยู่มาก สำหรับย่อยกล้ามเนื้อ กระดูก และส่วนอื่นๆ ของสัตว์
๘. ลำไส้ยาวเพียง ๓ เท่าของร่างกาย เพื่อขับถ่ายเนื้อ ที่เน่าเปื่อยออก ได้อย่างรวดเร็ว
สัตว์กินหญ้าและใบไม้
๑. เล็บแบน
๒. ขับเหงื่อโดย รูขุมขนนับล้าน ตามผิวหนัง
๓. ฟันหน้า ไม่แหลมคม
๔. มีต่อมน้ำลาย ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งจำเป็นสำหรับ ย่อยอาหารประเภทข้าว หรือผลไม้ ในขั้นแรก
๕. น้ำลายเป็นด่าง พร้อมกับ มีน้ำย่อยทายลินมาก เพื่อย่อยอาหาร ประเภทข้าว
๖. มีฟันกรามด้านหลัง สำหรับบดอาหาร
๗. กรดในกระเพาะอาหาร อ่อนกว่าของสัตว์กินเนื้อถึง ๒๐ เท่า
๘. ลำไส้ ยาวกว่าร่างกายถึง ๑๐ เท่า เพราะใบไม้เน่าเปื่อยช้า จึงผ่านขั้นตอนการย่อย ได้ตามปกติ
สัตว์กินผลไม้
๑. เล็บแบน
๒. ขับเหงื่อโดย รูขุมขนนับล้าน ตามผิวหนัง
๓. ฟันหน้า ไม่แหลมคม
๔. มีต่อมน้ำลาย ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งจำเป็นสำหรับ ย่อยอาหารประเภทข้าว หรือผลไม้ในขั้นแรก
๕. น้ำลายเป็นด่าง พร้อมกับ มีน้ำย่อยทายลิน เพื่อย่อยอาหารประเภทข้าว
๖. มีฟันกรามด้านหลัง สำหรับบดอาหาร
๗. กรดในกระเพาะอาหาร อ่อนกว่าของสัตว์กินเนื้อ ถึง ๒๐ เท่า
๘.ลำไส้ยาวกว่าร่างกายถึง ๑๒ เท่า เพราะผลไม้เน่าเปื่อยช้า จึงผ่านขั้นตอนการย่อย ได้ตามปกติ
มนุษย์
๑. เล็บแบน
๒. ขับเหงื่อโดย รูขุมขนนับล้าน ตามผิวหนัง
๓. ฟันหน้า ไม่แหลมคม
๔. มีต่อมน้ำลาย ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งจำเป็น สำหรับย่อยอาหาร ประเภทข้าว หรือผลไม้ในขั้นแรก
๕. น้ำลายเป็นด่าง พร้อมกับมี น้ำย่อยทายลิน เพื่อย่อยอาหารประเภทข้าว
๖. มีฟันกรามด้านหลัง สำหรับบดอาหาร
๗. กรดในกระเพาะอาหาร อ่อนกว่าของ สัตว์กินเนื้อถึง ๒๐ เท่า
๘. ลำไส้ยาวกว่าร่างกายถึง ๑๒ เท่า
วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556
เรื่องของบัตรเครดิต
เมื่อเร็วๆนี้ ผมได้ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง แล้ได้อ่านพบข้อมูลดีๆเกี่ยวกับเรื่องของบัตรเครดิต เลยนำมาแบ่งให้อ่านกัน
การใช้บัตรเครดิตอย่างไรอย่างให้ปลอดภัย
บัตรเครดิต (Credit Card) หรือบัตรสินเชื่อ เป็นบัตรที่ใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนเงินสด ซึ่งมีข้อดีคือผู้ถือบัตรไม่จำเป็นต้องพกเงินสดติดตัวจำนวนมาก เสี่ยงกับการสูญหายหรือเกิดอาชญากรรม ข้อดีข้อบัตรเครดิตคือ สามารถใช้ซื้อสินค้าหรือบริการและชำระเงินภายหลัง แต่ต้องชำระเต็มจำนวนตรงกับวันที่กำหนดไว้ในใบแจ้งยอดบัญชี มิฉะนั้นอาตต้อวงเสียดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมอื่นๆก็ได้ สามารถใช้สอนเงินสดจาก ATM มาใช้ล่วงหน้า ผู้ถือบัตรสามารถเบิกเงินสดจากตู้ ATM อีกทั้งยังมีสิทธิประโยชน์ ส่วนลดต่างๆ การสะสมคะแนนเพื่อรับแลกรางวัล
การใช้วิธีอย่างไรปลอดภัย
1. ลงลายมือชื่อเจ้าของบัตรทันทีที่ได้รับบัตรใหม่ เก็บรักษาบัตรไว้ในที่ปลอดภัยและอย่าเขียนหรือเก็บรหัสไว้รวมกับบัตร
2. เมื่อรูดบัตรครั้งใดควรให้บัตรอยู่ในสายตา การรูดบัตรต่อการซื้อขายหนึ่งครั้ง ต้องทำเพียงครั้งเดียวและเมื่อรูดบัตรเสร็จให้ตรวจสอบเลขเลขบัตร ชื่อผู้ถือบัตร และยอดเงินใน sales slip ว่าถูกต้องหรือไม่ก่ินลงลายมือชื่อ
3. ตรวจดูให้แน่ใจว่าได้รับบัตรคืนหลังการใช้ทุกครั้ง และบัตรที่ร้านค้าคืนมาต้องไม่สลับกับบัตรของผู้อื่น
4. ควรตรวจสอบและเก็บ sales slip ไว้เสมอ เพื่อเป็นหลักฐานในการตรวจสอบกับใบแจ้งหนี้เป็นข้อมูลว่าได้ใช้จ่ายไปแล้วเท่าไหร่ในงวดนี้ และต้องเตรียมเงินสดไว้เท่าไร เพื่อให้เพียงพอสำหรับการชำระเงินตามกำหนดเวลา ซึ่งหากมีรายการเรียกเก็บเงินใดที่ไม่ถูกต้องแจ้งผู้ออกบัตรทันที
5. ไม่ควรบอกหมายเลขบัตรเครดิต หรือข้อมูลส่วนตัวใดๆ แก่บุคคลอื่นทางโทรศัพท์
6. หากบัตรสูญหายให้โทรแจ้งธนาคารที่ออกบัตรทันที และแจ้งความที่สถานีตำรวจ และเก็บเอกสารการแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน
สิ่งที่ควรทราบ
** ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปี คุณสามารถต่อรองกับผู้ออกบัตรเพื่อขอยกเว้นการเรียกเก็บได้
** สิทธิประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากบัตรเครดิตชนิดต่างๆ เช่น บัตรแพลตินัม(Platinum) คุณควรนำมาเปรียบเทียบกับเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการใช้บัตรด้วย เนื่องจากค่าธรรมเนียมรายปีจะสูงกว่าบัตรธรรมดา
ข้อมูลดีๆ จาก สคบ. สาร ปีที่ 34 ฉบับที่ 302 ประจำเดือน มิถุนายน - กรกฏาคม 2556
การใช้บัตรเครดิตอย่างไรอย่างให้ปลอดภัย
บัตรเครดิต (Credit Card) หรือบัตรสินเชื่อ เป็นบัตรที่ใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนเงินสด ซึ่งมีข้อดีคือผู้ถือบัตรไม่จำเป็นต้องพกเงินสดติดตัวจำนวนมาก เสี่ยงกับการสูญหายหรือเกิดอาชญากรรม ข้อดีข้อบัตรเครดิตคือ สามารถใช้ซื้อสินค้าหรือบริการและชำระเงินภายหลัง แต่ต้องชำระเต็มจำนวนตรงกับวันที่กำหนดไว้ในใบแจ้งยอดบัญชี มิฉะนั้นอาตต้อวงเสียดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมอื่นๆก็ได้ สามารถใช้สอนเงินสดจาก ATM มาใช้ล่วงหน้า ผู้ถือบัตรสามารถเบิกเงินสดจากตู้ ATM อีกทั้งยังมีสิทธิประโยชน์ ส่วนลดต่างๆ การสะสมคะแนนเพื่อรับแลกรางวัล
การใช้วิธีอย่างไรปลอดภัย
1. ลงลายมือชื่อเจ้าของบัตรทันทีที่ได้รับบัตรใหม่ เก็บรักษาบัตรไว้ในที่ปลอดภัยและอย่าเขียนหรือเก็บรหัสไว้รวมกับบัตร
2. เมื่อรูดบัตรครั้งใดควรให้บัตรอยู่ในสายตา การรูดบัตรต่อการซื้อขายหนึ่งครั้ง ต้องทำเพียงครั้งเดียวและเมื่อรูดบัตรเสร็จให้ตรวจสอบเลขเลขบัตร ชื่อผู้ถือบัตร และยอดเงินใน sales slip ว่าถูกต้องหรือไม่ก่ินลงลายมือชื่อ
3. ตรวจดูให้แน่ใจว่าได้รับบัตรคืนหลังการใช้ทุกครั้ง และบัตรที่ร้านค้าคืนมาต้องไม่สลับกับบัตรของผู้อื่น
4. ควรตรวจสอบและเก็บ sales slip ไว้เสมอ เพื่อเป็นหลักฐานในการตรวจสอบกับใบแจ้งหนี้เป็นข้อมูลว่าได้ใช้จ่ายไปแล้วเท่าไหร่ในงวดนี้ และต้องเตรียมเงินสดไว้เท่าไร เพื่อให้เพียงพอสำหรับการชำระเงินตามกำหนดเวลา ซึ่งหากมีรายการเรียกเก็บเงินใดที่ไม่ถูกต้องแจ้งผู้ออกบัตรทันที
5. ไม่ควรบอกหมายเลขบัตรเครดิต หรือข้อมูลส่วนตัวใดๆ แก่บุคคลอื่นทางโทรศัพท์
6. หากบัตรสูญหายให้โทรแจ้งธนาคารที่ออกบัตรทันที และแจ้งความที่สถานีตำรวจ และเก็บเอกสารการแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน
สิ่งที่ควรทราบ
** ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปี คุณสามารถต่อรองกับผู้ออกบัตรเพื่อขอยกเว้นการเรียกเก็บได้
** สิทธิประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากบัตรเครดิตชนิดต่างๆ เช่น บัตรแพลตินัม(Platinum) คุณควรนำมาเปรียบเทียบกับเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการใช้บัตรด้วย เนื่องจากค่าธรรมเนียมรายปีจะสูงกว่าบัตรธรรมดา
ข้อมูลดีๆ จาก สคบ. สาร ปีที่ 34 ฉบับที่ 302 ประจำเดือน มิถุนายน - กรกฏาคม 2556
วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556
เลขบัตรประจำตัวประชาชน
ใครทราบบ้างครับว่า เลขที่บัตรประจำตัวประชาชนของเราประกอบด้วยเลขกี่หลัก
คำตอบคือ 13 หลัก
และผมก็ไปได้ข้อมูลดีเพิ่มเตมมาว่าแต่ละหลักในมีความหมายหรือความสำคัญอย่างไร เลยนำมาบอกให้ทราบกันตามนี้ครับ
เลขประจำตัวในบัตรประชาชนของคนไทย มีด้วยกัน 13 หลัก และตัวเลขในแต่ละหลักนั้นมีความหมายแอบแฝงอยู่
ตัวเลขหลักที่ 1 หมายถึงประเภทบุคคล ซึ่งมีอยู่ 8 ประเภท ได้แก่
ประเภทที่ 1 คือคนที่เกิดและมีสัญชาติไทยและได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไป อันเป็นวันเริ่มแรกที่เขาประกาศให้ประชาชนทุกคนต้องมีเลขประจำตัว 13 หลัก เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองไปแจ้งเกิดที่อำเภอหรือสำนักทะเบียนในเขตที่อยู่ภายใน 15 วัน นับแต่เกิดมาตามที่กฎหมายกำหนด เด็กคนนั้นก็ถือเป็นบุคคลประเภท 1 และจะมีเลขประจำตัวขึ้นด้วยเลข 1 3 1006 01263 52 2
ประเภทที่ 2 คือคนที่เกิดและมีสัญชาติไทยได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไป แล้วผู้ปกครองลืมหรือติดธุระไม่สามารถไปแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตภายใน 15 วันตามกำหนด เมื่อไปแจ้งภายหลังเด็กคนนั้นก็จะกลายเป็นบุคคลประเภท 2 มีตัวเลขตัวแรกในทะเบียนบ้านขึ้นด้วยเลข 2
ประเภทที่ 3 คือคนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในสมัยเริ่มแรก (คือตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527) หมายความว่า บุคคลใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างด้าวที่ไม่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ณ ที่ใดที่หนึ่งในประเทศไทยมาตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 คนนั้นถือว่าเป็นบุคคลประเภท 3 และก็จะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 3
ประเภทที่ 4 คือคนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าว แต่แจ้งย้ายเข้าโดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชนในสมัยเริ่มแรก หมายความว่า คนไทยหรือคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าว ที่อาจจะเป็นบุคคลประเภท 3 คือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดิมอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันได้เลขประจำตัวก็ขอย้ายบ้านไปเขตหรืออำเภออื่นก่อนช่วง 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 ก็จะเป็นบุคคลประเภท 4 ทันที
ประเภทที่ 5 คือคนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อเข้าไปในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจหรือกรณีอื่นๆ เช่น คนที่ถือ2สัญชาติ
ประเภทที่ 6 คือผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ในลักษณะชั่วคราว กล่าวคือ คนที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทยแต่ยังไม่ได้สัญชาติไทยเพราะทางการยังไม่รับรองทางกฎหมาย เช่น ชนกลุ่มน้อยตามชายแดนหรือชาวเขา กลุ่มนี้ถือว่าเป็นผู้เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนบุคคลที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ชั่วคราว เช่น นักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย แม้บางคนจะถือพาสปอร์ตประเทศของตน แต่อาจจะมีสามีหรือภรรยาคนไทยจึงไปขอทำทะเบียนประวัติเพื่อให้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านสามีหรือภรรยา คนทั้งสองแบบที่ว่านี้ถือว่าเป็นบุคคลประเภท 6
ประเภทที่ 7 คือบุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย คนกลุ่มนี้ในทะเบียนประวัติจะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 7
ประเภทที่ 8 คือคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย คือผู้ที่ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวหรือคนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทยตั้งแต่หลังวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไปจนปัจจุบัน
คนทั้งแปดประเภทนี้จะมีเพียงประเภทที่ 3, 4 และ 5 เท่านั้นที่จะมีบัตรประจำตัวประชาชนได้เลย ส่วนประเภทที่ 1 และ 2 จะมีบัตรประจำตัวประชาชนได้ก็ต่อเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์ทำบัตรประจำตัวประชาชน คืออายุ 15 ปี แต่สำหรับบุคคลประเภทที่ 6, 7 และ 8 จะมีเพียงทะเบียนประวัติเล่มสีเหลืองเท่านั้น จะไม่มีการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้
ตัวเลขหลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5
หมายถึงรหัสของสำนักทะเบียนหรืออำเภอที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนขณะที่ให้เลข กล่าวคือ เลขหลักที่ 2 และ 3 จะหมายถึงจังหวัดที่อยู่ ส่วนหลักที่ 4 และ 5 หมายถึงเขตหรืออำเภอในจังหวัดนั้นๆ
ตัวเลขหลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10
หมายถึงกลุ่มของบุคคลแต่ละประเภทตามหลักแรก ซึ่งทางสำนักทะเบียนในแต่ละแห่งก็จะจัดกลุ่มเรียงไปตามลำดับหรือหากเป็นเด็กเกิดใหม่ในปัจจุบันเลขดังกล่าวก็จะหมายถึงเล่มที่ของสูติบัตร (ใบแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตออกให้) ซึ่งก็คือเลขประจำตัวในทะเบียนบ้านของเด็กที่แต่ละอำเภอหรือเขตออกให้ และจะปรากฏในบัตรประชาชนเมื่อถึงอายุต้องทำบัตรนั่นเองแต่ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์เลขนี้ก็จะปรากฏอยู่แค่ในทะเบียนบ้านของเด็กเท่านั้น
ตัวเลขหลักที่ 11 ถึงหลักที่ 12
หมายถึงลำดับที่ของบุคคลในแต่ละกลุ่มประเภทเป็นการจัดลำดับว่าเป็นคนที่เท่าไรในกลุ่มของบุคคลนั้นๆ
ตัวเลขหลักที่ 13 เป็นตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของเลขทั้ง 12 หลักแรก
*****
คำตอบคือ 13 หลัก
และผมก็ไปได้ข้อมูลดีเพิ่มเตมมาว่าแต่ละหลักในมีความหมายหรือความสำคัญอย่างไร เลยนำมาบอกให้ทราบกันตามนี้ครับ
เลขประจำตัวในบัตรประชาชนของคนไทย มีด้วยกัน 13 หลัก และตัวเลขในแต่ละหลักนั้นมีความหมายแอบแฝงอยู่
ตัวเลขหลักที่ 1 หมายถึงประเภทบุคคล ซึ่งมีอยู่ 8 ประเภท ได้แก่
ประเภทที่ 1 คือคนที่เกิดและมีสัญชาติไทยและได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไป อันเป็นวันเริ่มแรกที่เขาประกาศให้ประชาชนทุกคนต้องมีเลขประจำตัว 13 หลัก เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองไปแจ้งเกิดที่อำเภอหรือสำนักทะเบียนในเขตที่อยู่ภายใน 15 วัน นับแต่เกิดมาตามที่กฎหมายกำหนด เด็กคนนั้นก็ถือเป็นบุคคลประเภท 1 และจะมีเลขประจำตัวขึ้นด้วยเลข 1 3 1006 01263 52 2
ประเภทที่ 2 คือคนที่เกิดและมีสัญชาติไทยได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไป แล้วผู้ปกครองลืมหรือติดธุระไม่สามารถไปแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตภายใน 15 วันตามกำหนด เมื่อไปแจ้งภายหลังเด็กคนนั้นก็จะกลายเป็นบุคคลประเภท 2 มีตัวเลขตัวแรกในทะเบียนบ้านขึ้นด้วยเลข 2
ประเภทที่ 3 คือคนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในสมัยเริ่มแรก (คือตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527) หมายความว่า บุคคลใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างด้าวที่ไม่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ณ ที่ใดที่หนึ่งในประเทศไทยมาตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 คนนั้นถือว่าเป็นบุคคลประเภท 3 และก็จะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 3
ประเภทที่ 4 คือคนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าว แต่แจ้งย้ายเข้าโดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชนในสมัยเริ่มแรก หมายความว่า คนไทยหรือคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าว ที่อาจจะเป็นบุคคลประเภท 3 คือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดิมอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันได้เลขประจำตัวก็ขอย้ายบ้านไปเขตหรืออำเภออื่นก่อนช่วง 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 ก็จะเป็นบุคคลประเภท 4 ทันที
ประเภทที่ 5 คือคนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อเข้าไปในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจหรือกรณีอื่นๆ เช่น คนที่ถือ2สัญชาติ
ประเภทที่ 6 คือผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ในลักษณะชั่วคราว กล่าวคือ คนที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทยแต่ยังไม่ได้สัญชาติไทยเพราะทางการยังไม่รับรองทางกฎหมาย เช่น ชนกลุ่มน้อยตามชายแดนหรือชาวเขา กลุ่มนี้ถือว่าเป็นผู้เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนบุคคลที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ชั่วคราว เช่น นักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย แม้บางคนจะถือพาสปอร์ตประเทศของตน แต่อาจจะมีสามีหรือภรรยาคนไทยจึงไปขอทำทะเบียนประวัติเพื่อให้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านสามีหรือภรรยา คนทั้งสองแบบที่ว่านี้ถือว่าเป็นบุคคลประเภท 6
ประเภทที่ 7 คือบุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย คนกลุ่มนี้ในทะเบียนประวัติจะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 7
ประเภทที่ 8 คือคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย คือผู้ที่ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวหรือคนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทยตั้งแต่หลังวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไปจนปัจจุบัน
คนทั้งแปดประเภทนี้จะมีเพียงประเภทที่ 3, 4 และ 5 เท่านั้นที่จะมีบัตรประจำตัวประชาชนได้เลย ส่วนประเภทที่ 1 และ 2 จะมีบัตรประจำตัวประชาชนได้ก็ต่อเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์ทำบัตรประจำตัวประชาชน คืออายุ 15 ปี แต่สำหรับบุคคลประเภทที่ 6, 7 และ 8 จะมีเพียงทะเบียนประวัติเล่มสีเหลืองเท่านั้น จะไม่มีการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้
ตัวเลขหลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5
หมายถึงรหัสของสำนักทะเบียนหรืออำเภอที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนขณะที่ให้เลข กล่าวคือ เลขหลักที่ 2 และ 3 จะหมายถึงจังหวัดที่อยู่ ส่วนหลักที่ 4 และ 5 หมายถึงเขตหรืออำเภอในจังหวัดนั้นๆ
ตัวเลขหลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10
หมายถึงกลุ่มของบุคคลแต่ละประเภทตามหลักแรก ซึ่งทางสำนักทะเบียนในแต่ละแห่งก็จะจัดกลุ่มเรียงไปตามลำดับหรือหากเป็นเด็กเกิดใหม่ในปัจจุบันเลขดังกล่าวก็จะหมายถึงเล่มที่ของสูติบัตร (ใบแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตออกให้) ซึ่งก็คือเลขประจำตัวในทะเบียนบ้านของเด็กที่แต่ละอำเภอหรือเขตออกให้ และจะปรากฏในบัตรประชาชนเมื่อถึงอายุต้องทำบัตรนั่นเองแต่ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์เลขนี้ก็จะปรากฏอยู่แค่ในทะเบียนบ้านของเด็กเท่านั้น
ตัวเลขหลักที่ 11 ถึงหลักที่ 12
หมายถึงลำดับที่ของบุคคลในแต่ละกลุ่มประเภทเป็นการจัดลำดับว่าเป็นคนที่เท่าไรในกลุ่มของบุคคลนั้นๆ
ตัวเลขหลักที่ 13 เป็นตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของเลขทั้ง 12 หลักแรก
*****
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)