วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

วันวิสาขบูชา

เนื่องด้วยช่วงนี้เป็นช่วงวันวิสาขบูชา วันสำคัญอีกวันหนึ่งของ
ชาวพุทธเรา ผมเลยขอนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับ พระพุทธเจ้า
ให้ได้อ่านกัน

ครั้งผมเคยถามนักเรียนที่เรียนกับผมว่า ทราบหรือไม่ว่า
พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันที่เรากราบไหว้อยู่นั้นพระองค์มี
พระนามว่าอะไร คำตอบที่ได้คือ ความเงียบครับและดูเหมือนว่า
นักเรียนจะงงๆด้วยว่าพระพุทธเจ้ามีชื่อด้วยหรือ คำว่าพระพุทธเจ้า
ไม่ใช่ชื่ออีกหรือ จึงเป็นที่มาของบทความของผมในตอนนี้ครับ

ในพระพุทธศาสนา พุทธะ (ภาษาบาลี พุทฺธ แปลว่า "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน")
หมายถึงบุคคลผู้ตรัสรู้อริยสัจ 4 แล้วอย่างถ่องแท้ และเรายังสามารถ
จำแนกพุทธะออกเป็น 3 แบบด้วยกันได้แก่
1.พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บางทีเรียกสั้นๆเป็น "พระพุทธเจ้า"
   คือบุคคลที่ตรัสรู้ด้วยตนเองและสอนให้ผู้อื่นรู้ตาม
2.พระปัจเจกพุทธะ หรือ พระปัจเจกพุทธเจ้า
   (พระ-ปัด-เจก-กะ-พุด-ทะ-เจ้า) คือบุคคลที่ตรัสรู้ด้วยตนเอง
   แต่มิได้สอนให้ผู้อื่นรู้ตาม
3.อนุพุทธะ คือบุคคลที่ตรัสรู้เนื่องด้วยคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
   ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ผู้ที่ตรัสรู้ด้วยด้วยเหตุนี้เรียกว่า พระสาวก

พระพุทธเจ้าเคยอุบัติเกิดขึ้นแล้วมากมายหลายพระองค์แต่ใน
คัมภีร์ชั้นอรรถกถาได้กล่าวถึงพระนามของพระพุทธเจ้ารวมกัน
ถึง ๒๘ พระองค์โดยแบ่งตามกัป ได้ดังนี้

กัปที่ 1 มีพระพุทธเจ้าอุบัติ 4 พระองค์ คือ
            พระตัณหังกร, พระเมธังกร, พระสรณังกร, พระทีปังกร
กัปที่ 2 มีพระพุทธเจ้าอุบัติ 1 พระองค์ คือ พระโกณฑัญญะ
กัปที่ 3 มีพระพุทธเจ้าอุบัติ 4 พระองค์ คือ พระสุมังคละ,
             พระสุมนะ, พระเรวตะ, พระโสภิตะ
กัปที่ 4 มีพระพุทธเจ้าอุบัติ 3 พระองค์ คือ พระอโนมทัสสี,
             พระปทุมะ, พระนารทะ
กัปที่ 5 มีพระพุทธเจ้าอุบัติ 1 พระองค์ คือ พระปทุมุตตระ
กัปที่ 6 มีพระพุทธเจ้าอุบัติ 2 พระองค์ คือ พระสุเมธะ, พระสุชาตะ
กัปที่ 7 มีพระพุทธเจ้าอุบัติ 3 พระองค์ คือ พระปิยทัสสี, พระอัตถทัสสี,
             พระธรรมทัสสี
กัปที่ 8 มีพระพุทธเจ้าอุบัติ 1 พระองค์ คือ พระสิทธัตถะ
กัปที่ 9 มีพระพุทธเจ้าอุบัติ 2 พระองค์ คือ พระติสสะ, พระปุสสะ
กัปที่ 10 มีพระพุทธเจ้าอุบัติ 1 พระองค์ คือ พระวิปัสสี
กัปที่ 11 มีพระพุทธเจ้าอุบัติ 2 พระองค์ คือ พระสิขี, พระเวสสภู
กัปที่ 12 มีพระพุทธเจ้าอุบัติ 5 พระองค์ คือ พระกกุสันธะ, พระโกนาคมนะ,
               พระกัสสปะ, และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน
               คือ พระโคดม

และกัปนี้ ในอนาคตจะมีพระพุทธเจ้าอุบัติอีกหนึ่งพระองค์ คือ
พระศรีอารยเมตไตรย แต่มักเรียกกันว่า พระศรีอารย์ ซึ่งจะอุบัติ
ขึ้นหลังจากสิ้นศาสนา พระพุทธเจ้าของพระโคดมแล้ว

เราจะเรียกกัปนี้มีพระพุทธเจ้ามากถึง 5 พระองค์ว่า ภัททกัป
หรือ ภัทรกัป แปลว่า กัปเจริญ

คำว่า กัป คืออะไร
คำว่า กัป เป็นคำที่ใช้เรียกหน่วยของเวลาที่นานยาวมากโดยมีวิธีวัดดังนี้

วิธีนับกัป ชอให้คิดว่ามีภูเขากว้างใหญ่สูงโยชน์หนึ่ง (16 กิโลเมตร)
ทุกๆ 100 ปีมีเทวดานำเอาผ้ามาเช็ดถูบนภูเขาหนึ่งครั้งแล้วก็ไป
ถึงอีก 100 ปีจึงเอาผ้าลงมาเช็ดถูอีก และทำเช่นนี้ไปจนกว่าภูเขาลูกนี้
จะสึกจนหายไป จะใช้เวลาเท่ากับ 1 กัป หรือ ให้จิตนาการว่า มีหลุม
เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสโดยมีความกว้างยาวลึก 1โยชน์ทุกด้าน ทุกๆ 100 ปี
มีเทวดานำเมล็ดผักกาดมาหยอดลงในหลุม 1 เม็ด เวลาเมื่อเมล็ดผักกาด
เต็มหลุมพอดี จะใช้เวลาเท่ากับ 1 กัป


ถึงแม้เราจะมีพระพุทธเจ้าที่อุบัติขึ้นที่เราพอจะทราบพระนามแล้วถึง
28 พระองค์แต่ถ้าเปรียบเทียบกับช่วงเวลาที่นานยาว(จนไม่อยากจะนับ
ว่าเราเองเกิดแล้วตายกันไปกี่ชาติ)ก็ต้องบอกว่า นานมากๆที่จะมี
พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาสักพระองค์หนึ่ง และเรามีผู้ที่เป็นพุทธะ
น้อยมาย ถ้าเปรียบเทียบกับจำนวนคนที่มีอยู่อย่างมากมาย ดังนั้น
ผมอยากจะบอกกับพวกเราทุกคนว่าถือว่าพวกเราโชคดีอย่างยิ่งที่เ
กิดมาแล้วได้พบกับพระพุทธศาสนา จึงอยากให้พวกเราชาวพุทธได้
หาเวลาศึกษาหลักธรรมของพระพุทธศาสนาให้เข้าใจเพื่อที่จะนำ
ไปใช้ในชีวิตประจำวันของเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขและความหลุดพ้นต่อไป

พระคุณของพระพุทธเจ้า
พระเคยทราบกับมาว่าพระพุทธเจ้า ของพระคุณที่ยิ่งใหญ่
3 ประการ คือ พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณและ
พระมหากรุณาธิคุณ แต่วันนี้ผมขอนำเสนอพระคุณของ
พระพุทธเจ้าในอีกแบบหนึ่ง ที่พวกเราสามารถที่จะนำไป
ใช้เพื่อพัฒนาตัวได้ พัฒนาใจของเราได้

1. พระพุทธองค์ทรงเป็นนักสังเกต
2. พระพุทธองค์ทรงเป็นนักคิด
3. พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้เสียสละผู้ยิ่งใหญ่
4. พระพุทธองค์ทรงเป็นนักเรียนที่ยอดเยี่ยม
5. พระพุทธองค์ทรงเป็นนักทดลองชั้นยอด
6. พระพุทธองค์ทรงเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
   * เป็นผู้มีความสว่างด้วยปัญญารู้แจ้ง
   * เป็นผู้ที่ความไม่รู้และความหลงหายไม่
   * เป็นผู้มีความสะอาดบริสุทธิ์ปราศจาก ไม่มีกิเลส,อวิชชา,
       อกุลธรรมใดๆ
   * เป็นผู้มีความสุขสงบอย่างลึกซึ้ง ไม่มีสิ่งใดมารบกวน
   * เป็นผู้มีอิสระทางใจสูงสุด
   * เป็นผู้มีพระมหากรุณาต่อสัตว์โลก คือทรงสอนให้ผู้อื่น
       ได้รู้หลักธรรมที่พระองค์ได้รู้
7. พระพุทธองค์ทรงเป็นครูชั้นยอด คือสอนให้เรารู้แจ้งและ
    ละกิเลสได้โดยทรงมีอุบายที่เหมาะสมในการสอนบุคคลต่าง
8. พระพุทธองค์ทรงเป็นนักบริหารชั้นยอด โดยการจัดตั้งคณะสงฆ์
    และมีกฎระเบียบพระวินัยต่างๆ เป็นหลักสำหรับการปกครอง
    และทรงรู้จักตั้งพระสาวกมีความความสามารถเหมาะสมไว้ผู้งาน
9. พระพุทธองค์ทรงมีมนุษยสัมพันธ์ชั้นยอด โดยพระองค์ทรง
    เผยแผ่พระศาสนาและอยู่ร่วมกับศาสนาอื่นที่มีก่อนอยู่แล้วอย่างสันติ

แล้วในวันสำคัญอย่างนี้ เราควรปฏิบัติเราอย่างไร???
คำตอบเราที่สั้นและง่าย คือ ก็ความดีให้มากขึ้น(ปกติก็ควรจะทำ
ความดีอยู่แล้ว) ละสิ่งที่ทำแล้วไม่ดีกับตัวเราและกับคนรอบข้าง
โดยอาจจะมีกุศโลบายในใจว่า วันนี้ทำบาปรับโทษ 2 เท่าก็ได้

แล้วความดีที่ว่า หมายถึงอะไรบ้าง???
ความดีในที่นี้ ผม หมายถึง ความดีอะไรก็ได้ ไม่ได้หมายถึง
แค่เรื่องของการตักบาตรทำบุญตอนเช้า ไปเวียนเทียนตอนค่ำ
อย่างเดียว เราอาจจะทำดีกับคนข้างเช่น พ่อ-แม่, ปู่ยายตายาย,
 ญาติพี่น้อง, เพื่อนบ้านของเราก็ได้ หรือถ้าอยู่คนเดียวก็ทำความดี
ให้กับตัวเองก็ได้ครับ เช่น งดเหล้า-งดบุหรี่ หันมาออกกำลังกาย
 ทำให้จิตใจให้ผ่อนคลาย โล่งเบา มีสตินึกคิดในสิ่งที่ดีกันสักวัน

*** และที่สำคัญยิ่ง คือ อย่างลืมกราบพระในบ้านของ เราด้วยนะครับ
พระในบ้านคือ คุณพ่อคุณแม่ ญาติผู้ใหญ่ที่มีอุปการะคุณกับเรา ***

1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ26 มิถุนายน 2554 04:32

    วันสำคัญทางพระพุธทศาสนา ทำให้พุธทศาสนิกชนเข้าวัดทำกิจกรรมต่างๆกับวัด และยังส่งผลไปยังลูกหลานที่ยังเป็นเด็กเล็กๆอีกด้วย
    วารี สุขกระโทก ศรช.วักบางประทุนนอก ชั้นม.ต้น

    ตอบลบ